logo-white
ข้อดีข้อเสีย หญ้าเทียมปูพื้น แต่ละประเภท - Image 1
ข้อดีข้อเสีย หญ้าเทียมปูพื้น แต่ละประเภท - Image 2
บทความ

ข้อดีข้อเสีย หญ้าเทียมปูพื้น แต่ละประเภท

4/8/2568

เลือกอย่างไรให้เหมาะกับการใช้งาน 

หญ้าเทียมปูพื้น เป็นวัสดุตกแต่งที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ด้วยคุณสมบัติที่ดูแลรักษาง่าย ไม่ต้องรดน้ำ ตัดหญ้า หรือใช้สารเคมี ทำให้เหมาะกับวิถีชีวิตของคนเมืองที่ต้องการพื้นที่สีเขียวแต่มีเวลาจำกัด นอกจากนี้ หญ้าเทียมยังสามารถติดตั้งได้ทั้งในพื้นที่ภายในอาคารและพื้นที่กลางแจ้ง จึงมีความยืดหยุ่นในการใช้งานสูง

ประเภท ของ หญ้าเทียมปูพื้น  

หญ้าเทียม ในปัจจุบันมีหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทมีจุดเด่นและข้อจำกัดที่ต่างกัน การเลือก หญ้าเทียมปูพื้น จึงควรพิจารณาจากลักษณะการใช้งาน พื้นที่ติดตั้ง และความคุ้มค่าในระยะยาว บทความนี้จะนำเสนอข้อดีข้อเสียของหญ้าเทียมแต่ละประเภท เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจเลือกใช้อย่างเหมาะสม

1. หญ้าเทียมแบบ PP (Polypropylene) 

หญ้าเทียมประเภทนี้ผลิตจาก PP ( Ploypropylene ) เพื่อให้ดูมีมิติและเพิ่มความสมจริงมากกว่าหญ้าเทียมทั่วไปด้วยสีวันที่สวยงาม มักใช้ในงานตกแต่งภายใน เช่น พื้นที่จัดบูธแสดงสินค้า พื้นโชว์สินค้า หรือมุมถ่ายภาพ

ข้อดีของหญ้าเทียม PP (Polypropylene)

คือราคาถูกกว่าประเภทอื่น ติดตั้งง่าย และมีน้ำหนักเบา จึงเหมาะสำหรับพื้นที่ที่ต้องการปรับเปลี่ยนบ่อย เนื่องจากการยึดเกาะไม่ได้แน่นเท่าประเภทอื่น 

ข้อเสียของหญ้าเทียม PP (Polypropylene) 

นี้คือความหนาแน่นของเส้นหญ้าค่อนข้างน้อย จึงให้สัมผัสที่ไม่เป็นธรรมชาติ และไม่เหมาะกับการใช้งานเป็นหญ้าเทียมกลางแจ้ง เนื่องจากสีซีดเร็วเมื่อโดนแสงแดดจัด และอายุการใช้งานสั้นกว่าประเภทอื่น 

2. หญ้าเทียม Latex (ยางพารา)

หญ้าเทียม Latex (ยางพารา) เป็นประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากเนื่องจากวามีลักษณะที่สมจริงเวลาสัมผัส มีความทน อีกทั้งยังออกแบบให้เส้นหญ้ามีทั้งเส้นตรงและเส้นหยิก เพื่อเลียนแบบโครงสร้างของหญ้าธรรมชาติ

ข้อดีของหญ้าเทียม Latex (ยางพารา)

คือมีความสวยงามและสมจริงมาก เส้นหญ้ามีความหนาแน่น ให้สัมผัสที่นุ่มสบาย และสามารถใช้งานได้ทั้งในร่มและกลางแจ้ง จึงเหมาะกับการติดตั้งในบ้าน สวนหลังบ้าน ระเบียงคอนโด หรือร้านกาแฟกลางแจ้ง 

ข้อเสียขอหญ้าเทียม Latex (ยางพารา) 

คือราคาจะสูงกว่าหญ้าเทียมประเภท PP  อีกทั้งการติดตั้งอาจต้องใช้ช่างที่มีประสบการณ์เพื่อให้แนบสนิทกับพื้นผิว  และหากไม่มีจัดการเพื่อทำการระบายน้ำที่ดี อาจเกิดปัญหาเรื่องกลิ่นอับในช่วงที่ฝนตกบ่อย 

3. หญ้าเทียม PU (Polyurethane)

หญ้าเทียมประเภทนี้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานในพื้นที่ที่มีการเหยียบย่ำหรือทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เช่น สนามฟุตซอล สนามเด็กเล่น หรือสนามกีฬาในโรงเรียน โดยเน้นความทนทานต่อแรงกระแทกและการใช้งานหนักเป็นหลัก

ข้อดีของหญ้าเทียม PU (Polyurethane)

คือมีความแข็งแรงสูง เส้นหญ้าไม่ล้มง่าย และมักมาพร้อมระบบระบายน้ำในตัว ช่วยลดปัญหาน้ำขังหลังฝนตก อีกทั้งยังมีอายุการใช้งานยาวนาน 

ข้อเสียของ หหญ้าเทียม PU (Polyurethane) 

ผิวสัมผัสของหญ้าเทียมประเภทนี้มักแข็งกว่าหญ้าเทียมที่ใช้เพื่อการตกแต่ง และรูปลักษณ์อาจไม่เหมาะกับพื้นที่อยู่อาศัยหรือพื้นที่ที่ต้องการความรู้สึกเป็นธรรมชาติ

แนวทางการเลือกหญ้าเทียมปูพื้นให้เหมาะสม

การเลือกหญ้าเทียมควรเริ่มจากการพิจารณาวัตถุประสงค์ของพื้นที่ว่าต้องการความสวยงามในลักษณะใด ใช้งานมากน้อยเพียงใด และตั้งอยู่ภายในหรือภายนอกอาคาร หากต้องการติดตั้งในสวนหรือพื้นที่กลางแจ้งที่มีแดดจัด ควรเลือกหญ้าเทียมแบบ PU ที่มีความทนต่อรังสี UV ได้ดี หรือถ้าเป็นพื้นที่ใช้งานหนัก เช่น สนามเด็กเล่น ควรเลือกแบบสนามกีฬา ส่วนพื้นที่ภายในอาคารที่ต้องการความเขียวสดใสในราคาประหยัด หญ้าเทียมทูโทนอาจเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ 

นอกจากนี้ยังควรคำนึงถึงเรื่องของระบบระบายน้ำ ความสะดวกในการติดตั้ง และการดูแลรักษาระยะยาว เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าและใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สรุป

หญ้าเทียมปูพื้น เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งในแง่ความสวยงาม ความสะดวก และความคุ้มค่าในระยะยาว การเลือกประเภทของหญ้าเทียมให้เหมาะสมกับพื้นที่และการใช้งานจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี ไม่ว่าจะเป็นเพื่อการตกแต่งบ้าน เพิ่มพื้นที่สีเขียว หรือรองรับกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน การเข้าใจข้อดีข้อเสียของหญ้าเทียมแต่ละประเภทจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรอบคอบและมีประสิทธิภาพมากที่สุด



ContactBG
icon-notext-white

ไม่ต้องรดน้ำ ประหยัดงบดูแล หญ้าสมจริง เดินสบายนุ่มเท้า